====
เป็นที่รู้กันดีว่าราคาของ Cryptocurrencies นั้นผันผวนแค่ไหน
ในวันหนึ่งๆ เราอาจเห็นการวิ่งขึ้น-ลงของราคาได้ถึงกว่า 10% ในบางเหรียญ
เพื่อลดความผันผวนของราคาที่ว่านี้ แนวคิดของ Stablecoins จึงถือกำเนิดขึ้น
โดยแนวคิดหลักๆ คือ การตรึงราคา (Pegged) ด้วยการใช้สินทรัพย์อื่นๆ ที่ราคาค่อนข้างนิ่ง ไม่ผันผวนมากนัก มาเป็นตัวค้ำประกัน เช่น USD
เมื่อราคาของ Stablecoins นั้นค่อนข้างคงที่ มันจึงเป็นสื่อกลางที่เหมาะสมในการใช้แลกเปลี่ยนเหรียญต่างๆ ในโลก Cryptocurrency
=====

หนึ่งใน Centralized Stablecoins ตัวแรกๆ ที่ได้รับความนิยมมากๆ คือ Tether (USDT)
ซึ่งในหลักการแล้ว 1 USDT ควรจะมีเงิน 1 USD จริงๆ ค้ำประกันอยู่
ปัญหาหลักก็คือ ผู้ที่ใช้งาน เหรียญ Tether (USDT) นั้นต้องใช้ “ความไว้ใจ”
ว่ามีเงิน USD สำรอง ค้ำประกันเต็มจำนวนกับ Tether (USDT) ที่มีอยู่ในระบบทั้งหมด
เพราะถ้าไม่มีเงิน USD สำรองค้ำประกันไว้จริงๆ
นั่นเท่ากับว่า Stablecoins เหล่านี้สามารถออกเหรียญใหม่เท่าไหร่ก็ได้ ไม่จำกัด
แล้วเราในฐานะผู้ใช้งาน จะรู้ได้อย่างไรว่า Stablecoins เหล่านี้มีเงินค้ำประกันสำรองไว้จริง
=====
เพื่อมาแก้ปัญหาความ “ไว้ใจ” ที่ว่านี้
แนวคิดของ Decentralized Stablecoins จึงถือกำเนิดขึ้น
โดยหลักการคือ การสร้างวิธีการในการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน (Collateralization Method) ที่ทำงานและบันทึกบัญชีผ่านระบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Ledgers)
และมีการกำกับการดำเนินงาน ผ่านองค์กรอิสระแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Autonomous Organization, DAO)
และที่สำคัญทุกคนสามารถตรวจสอบสินทรัพย์ค้ำประกันที่สำรองไว้ได้อย่างเปิดเผย
ตัวอย่างของเหรียญ Decentralized Stablecoin ในปัจจุบัน คือ DAI
DAI ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
และอยู่ใน 5 อันดับแรกของ Stablecoins ในตลาดทั้งหมด โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 5 %
DAI ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันเป็น Cryptocurrencies อย่างเช่น Ethereum
โดยที่มูลค่าของ DAI จะถูกตรึงไว้ที่ $1 ผ่านโปรโตคอลที่กำหนดไว้บนสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ซึ่งมีการกำกับควบคุมผ่านผู้ที่ถือเหรียญ Governance tokens ซึ่งทำหน้าที่เป็น องค์กรอิสระแบบไร้ศูนย์กลาง (Decentralized Autonomous Organization, DAO) นั่นเอง
===
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า Decentralized Stablecoins จะมีแต่ด้านดี
ด้านที่เป็นความเสี่ยงก็มี อย่างเช่น การควบคุมการทำงานผ่านการเขียนโปรแกรมบนสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) นั้น ถ้ามีช่องโหว่ หรือ มีข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรมเพียงนิดเดียว ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาอย่างใหญ่หลวงได้
หรือ การที่ใช้ Cryptocurrency เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Crypto-backed stablecoins) นั้น ในยามที่ตลาดเป็นขาขึ้น (Bullish) ก็คงจะไม่เห็นปัญหาเท่าใดนัก
ทว่าในเมื่อในยามที่ตลาดเป็นขาลง (Bearish) นั้น มูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกันก็จะลดลงไปด้วย จนอาจทำให้ ไม่สามารถตรึงราคาของ Stablecoins ไว้ได้ หรือ ที่เรียกว่า “หลุด Pegged”
ดังเช่นที่เราเห็นตามข่าวในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น USDD (Decentralized USD), USDN (Neutrino USD) นั่นเอง
ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบทความจาก The EconoMyth ตลอดช่วงที่ผ่านมาหวังว่า บทความนี้จะพอเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน
ฝากกดติดตามเพจ กดแชร์ให้เพื่อนได้นะครับ

