ก้าวสำคัญของโลก DeFi เมื่อ SWIFT จับมือกับ Chainlink

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีข่าวที่ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ

เพราะผู้คนที่อยู่แวดวงการเงินการธนาคาร หรือ ทำธุรกิจที่ต้องโอนเงินข้ามประเทศอยู่เป็นประจำ

ย่อมต้องรู้จัก SWIFT เป็นอย่างดี

SWIFT ย่อมาจาก “Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunications system”

SWIFT เปรียบเสมือนเป็น “ทางด่วน” ของข้อมูลที่เชื่อมต่อธนาคารต่างๆ ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน

“ทางด่วน” ที่ว่านี้จะช่วยอำนวยความสะดวก และ ทำให้การสื่อสารระหว่างธนาคารเป็นเรื่องง่าย

โดยที่ธนาคารต่างๆ จะใช้เครือข่ายของ SWIFT ในการส่งคำสั่งในการชำระเงินระหว่างธนาคาร

ข้อมูลสะสม ตั้งแต่ Jan ถึง Aug ในปี 2022 นี้ พบว่า มีการส่งคำสั่งผ่าน SWIFT กว่า 7,500 ล้านครั้ง

เฉลี่ยวันละ 44.8 ล้านรายการ

Chainlink คืออะไร ทำให้ SWIFT ถึงมาจับมือด้วย ?

ในบรรดาเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหมดนั้น สามารถแบ่งได้หลายประเภท ตามลักษณะการใช้งานของแต่ละเหรียญ อย่างเช่น เหรียญประเภท Stablecoins, เหรียญ NFTs, เหรียญ Metaverse, ฯลฯ

หนึ่งในประเภทที่สำคัญมากที่สุดประเภทหนึ่ง คือ เหรียญประเภท Oracle

เหรียญประเภท Oracle นี้จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลต่างๆ ในโลกใบนี้ อย่างเช่น ข้อมูลอุณหภูมิรายวัน ข้อมูลผลกีฬา ฯลฯ เข้าไปสู่ Blockchain network

ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปประมวลผล และดำเนินการทำธุรกรรมตามที่ได้ระบุไว้ใน สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) ของแต่ละสัญญา

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ชาวนาอาจจะซื้อสัญญาอนุพันธ์ (Derivatives) เพื่อเป็นการรับประกันในกรณีที่ปีนั้นเป็นปีที่แห้งแล้ง ทำให้เค้ามีผลผลิตไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ 

ถ้าข้อมูลสถาพอากาศไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ สัญญาอนุพันธ์ ก็จะทำงานโดยการจ่ายเงินก้อน (ตามสัญญา) เพื่อชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นได้ว่า Oracle จะช่วยเปิดโลกการทำธุรกรรมประเภทต่างๆ บน Blockchain network ได้อย่างมากมายมหาศาล

ซึ่ง Chainlink เองก็เป็นเหรียญใหญ่ที่ติดอันดับที่ 23 ของกระดานเหรียญคริปโทฯ ทั้งหมด ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ, ข้อมูล ณ วันที่ 4 October 2022 (นี่ขนาดเป็นช่วงตลาดขาลงนะเนี่ย)

แต่ถ้าดูเปรียบเทียบเฉพาะประเภทเหรียญ Oracle ด้วยกันแล้ว 

ต้องถือว่า Chainlink เป็นเหรียญอันดับหนึ่งในประเภท Oracle เลย

และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ SWIFT ถึงมาจับมือกับ Chainlink

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

คาดการณ์กันว่า โปรโตคอลของ Chainlink จะช่วยให้ การส่งคำสั่ง SWIFT นั้นเข้ามาบรรจุอยู่ใน on-chain token ได้ และนั่นหมายความว่า จะเป็นการเปิดโลกการสื่อสารของสถาบันการเงินต่างๆ ผ่านเครือข่าย Blockchain อย่างเต็มตัว 

สิ่งนี้จะเป็นการตอกย้ำ “อนาคตของโลกการเงิน” (Future of Finance) ว่าจะเดินหน้าเข้าสู่ เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology, DLP) อย่างเต็มตัว

และเมื่อเบอร์ใหญ่ในโลกการเงินอย่าง SWIFT ลงมาเล่นเองแล้ว นับจากนี้อนาคตของโลกการเงินคงจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยอัตราเร่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ศึกษาเพิ่มเติม:

===

ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามบทความจาก The EconoMyth ตลอดช่วงที่ผ่านมาหวังว่า บทความนี้จะพอเป็นประโยชน์ต่อทุกท่าน

ฝากกดติดตามเพจ กดแชร์ให้เพื่อนได้นะครับ

Related

DeFi Market Update Q3 2022

ปี 2022 ถือว่าเป็นปีที่ยากลำบากที่สุด และ ถือเป็นช่วง "ตลาดหมี (Bear Market)" ของ...

Decentralized Lending and Borrowing

เพื่อที่จะใช้บริการทางการเงินในระบบการเงินในปัจจุบันได้นั้น ขั้นต่ำที่สุดเราจำเป็นต้องเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารได้ เชื่อหรือไม่ว่า การเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารนั้น เป็นสิ่งที่ผู้คนกว่า หนึ่งพันเจ็ดร้อยล้านคน ทั่วโลก ไม่สามารถทำได้ มากกว่าครึ่งของผู้คนเหล่านั้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และมีฐานะการเงินที่เรียกได้ว่า “ยากจน” ยิ่งไปกว่านั้น...

Decentralized Stablecoins

==== เป็นที่รู้กันดีว่าราคาของ Cryptocurrencies นั้นผันผวนแค่ไหน ในวันหนึ่งๆ เราอาจเห็นการวิ่งขึ้น-ลงของราคาได้ถึงกว่า 10% ในบางเหรียญ เพื่อลดความผันผวนของราคาที่ว่านี้ แนวคิดของ Stablecoins จึงถือกำเนิดขึ้น โดยแนวคิดหลักๆ...

DeFi vs CeFi ในโลกคริปโตฯ

 DeFi (Decentralized Finance) DeFi ย่อมาจาก "Decentralized Finance" หรือ "การเงินแบบกระจายศูนย์ ไม่มีศูนย์กลาง" ซึ่งคำว่า...

Blockchain Business Evolution

=== Active Developers === เทคโนโลยีสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Cryptocurrencies ทั้งหลาย นั่นก็คือ เทคโนโลยี Blockchain การพิจารณาและประเมิน Blockchain Business ของเหรียญ Cryptocurrencies...